![]() |
Animal Law
...แจ้งความคืบหน้า ร่าง พรบ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์... นับตั้งแต่เริ่มรณรงค์ต่อต้านการค้าเนื้อหรือหนังสุนัขและแมวครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2538 และอดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย มีบัญชาเมื่อมิถุนายน 2543 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยกร่างพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ตามที่สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย)เสนอ มีการแต่งตั้งกรรมการยกร่างขึ้นมาใหม่ถึงสองครั้ง (พ.ศ.2543และ พ.ศ.2547) มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควบคุมการค้าสุนัขและแมว พ.ศ.2546จวบจนบัดนี้ พ.ศ. 2550 เป็นเวลาล่วงเลยมาถึงสิบเอ็ดปี ก็ยังมีการค้าเนื้อและหนังสุนัขอยู่ แต่ยังไม่มีพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณสัตว์ สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย)ได้รณรงค์โครงการต่อต้านการค้าเนื้อและหนังสุนัขอีกครั้ง เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2543 ครั้งนี้เข้าไปลุยถึง บ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร โดยตรง ได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจและนำเสนอรัฐบาลเพื่อยืนยันว่า แม้แต่คนสกลนครเองก็ไม่เห็นด้วยกับการค้าเนื้อค้าหนังสุนัข และส่วนใหญ่ไม่บริโภคเนื้อสุนัข แต่ต้องพลอยมาเสียชื่อเพราะกลุ่มผลประโยชน์ไม่กี่ร้อยคนในท่านแร่ ซึ่งในจำนวนนั้นมี อบต. และ นักการเมืองท้องถิ่นรวมอยู่ด้วย การห้ามปรามจึงเป็นไปแทบไม่ได้ มีวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาในพื้นที่บางท่านออกมาให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมากับสมาคมฯว่า “อย่าหวังให้ผู้แทนในพื้นที่แก้ไขปัญหาเพราะอยู่ใกล้ตัวเกินไปผุ้มีผลประโยชน์ส่วนใหญ่ก็เป็นฐานเสียงของเหล่าผู้แทนทั้งนั้น ข้าราชการที่มีหน้าที่ก็อยู่ในอาณัติของคนกลุ่มนี้ การแก้ปัญหาหมาท่าแร่ต้องมาจากเบื้องบนหรือรัฐบาลโดยตรง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจะมีกำลังใจหรือฝใช้คำสั่งเป้นข้ออ้างกับผู้มีอิทธิพลได้...” พิจารณาแล้วน่าจะจริง เพราะเมื่อ พ.ศ. 2546 ผู้ว่าฯสกลนครได้ประกาศห้ามแต่ถูกอดีต ส.จ.และ ส.ส.นำม็อบผู้ค้าประท้วงจนต้องยกเลิกคำสั่งไป ..อ่านต่อ.. ในส่วนของ พรบ ป้องกันการทารุณสัตว์และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ก็มีอุปสรรคคล้ายกัน กล่าวคือ พรบ นี้เป็นผลมาจากการรนรงค์ต่อต้านการค้าเนื้อค้าหนังสุนัข และการยื่นถวายฎีกาของสมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย) ข้าราชการที่เกี่ยวข้องจึงมีความอึดอัดที่จะระบุว่า “ห้ามบริโภคสุนัขและแมว” ตามที่สมาคมฯเสนอ โดยให้เหตุผลว่า “ไม่เหมาะที่จะเจาะจงเฉพาะสุนัขและแมวหรือแม้แต่คำว่าบริโภคสัตว์เลี้ยง เพราะอาจเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพหรือวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น...........” เป็นเหตุผลให้สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย)ต้องทำโครงการในสกลอีกครั้งเพื่อยืนยันว่า“การบริโภคสุนัขไม่ใช่วัฒนธรรมของไทยหรือสกลนคร” แต่ยังไม่ทันจะได้ข้อสรุปก็มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรมปศุสัตว์เป็นผลให้ร่างที่ดำเนินการอยู่ถูกฉีกทิ้งมีการนำเรื่องของสัตว์ทดลองเข้ามาผนวกไว้ท้ายชื่อกฎหมาย ต้องถกเถียงกันอีกรอบว่า ปัญหาสัตว์ทดลองในประเทศไทยไม่ได้รุนแรงและกำลังมีดำริจะร่าง พรบ สัตว์ทดลองอยู่แล้ว ไม่สมควรยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักให้เกิดการไข้วเขว สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย)แพ้โหวต ร่าง พรบ ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ การจัดสวัสดิภาพสัตว์และสัตว์ทดลอง จึงได้รับการเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ แล้วให้กรมปศุสัตว์นำกลับไปทบทวนงบประมาณและเนื้อหาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ขณะนั้นสมาคมฯกำลังเตรียมพร้อมรณรงค์คัดค้านร่างดังกล่าวเพื่อเสนอร่างฉบับประชาชนและเริ่มล่ารายชื่อ พอดีกับ พ.ศ. 2546 มีข่าวการค้าสุนัขรุนแรงขึ้นมาอีก สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย)จึงได้นำผู้แทนกลุ่มและองค์กรสัตว์เข้าพบ นาย สรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรขณะนั้น ท่านมีคำสั่งให้กรมปศุสัตว์จัดทำ ข้อบัญญัติการค้าสุนัขและแมวขึ้นมาทันที ยังไม่ทันแล้วเสร็จก็ต้องมาถกกันในประเด็นกินหมาอีก ถึงขั้นนำเรื่องเข้าไปให้กฤษฎีกาตีความว่า “กรมปศุสัตว์มีอำนาจห้ามบริโภคสุนัขและแมวหรือไม่” ผลก็คือ หากใช้ พรบ โรคระบาดสัตว์เป็นฐาน ก็ห้ามไม่ได้ เพราะไม่มีข้อพิสูจน์ว่า มีการกินหมาหินแมวแล้วตาย จากนั้นข้อบัญญัติดังกล่าวก็หายเงียบเข้ากลีบเมฆไปเพราะถูกเรื่องไก่ชนกับไข้หวัดนกมาแทนที่ สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย)จึงได้ทำหนังสือขอให้รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาประเด็นดังกล่าวแทน แต่เปลี่ยนรัฐมนตรีมาสามท่านไม่เคยมีใครตอบรับ ชวนให้คิดว่าผู้บริหารบ้านเมืองอาจเห็นเรื่องกินหมาและการทารุณสัตว์ไม่มีผลต่อวัฒนธรรม เรื่องห้ามใส่สายเดี่ยวสำคัญกว่า
อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2548 กรมปศุสัตว์ได้เชิญให้ สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย)ให้เข้าร่วมคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งทุกวันนี้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น พรบ ป้องกันการทารุณสัตว์และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ และอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอของสมาคมขอให้บรรจุข้อ “ห้ามการบริโภคสัตว์ประเภท ลิงชะนี ช้าง สุนัขและแมว”บังเอิญให้มีการปฏิวัติล้มรับาล เปลี่ยนรัฐมนตรี และอธิบดีกรมปศุสัตว์ แถมยังมีเรื่องไข้หวัดนกและวัคซีนไก่ชนเข้ามาเสริม การพิจารณากฎหมายสัตว์ทั้งหมดจึงมีอันต้องหยุดชะงัก
สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย)ได้ขอเข้าพบหัวหน้าคณะปฏิรูป และเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวกับสัตว์ทุกกระทรวงทันที่ที่เข้ารับตำแหน่ง ทุกท่านให้เข้าพบมีเพียงรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ไม่เคยตอบ ขณะนี้กำลังทำหนังสือทวงคำตอบอยู่ไม่ทราบจะมีผลอย่างไร ก่อนหน้านั้นได้ทราบว่ามีความพยายามเสนอร่างกฎหมายป้องกันการทารุณสัตว์อีกฉบับ ชวนให้สาธารณชนสงสัยว่าตกลงมีกี่ร่างแน่ จึงขอชี้แจงไว้ ณ ที่นี้ว่า ปัจจุบันมีร่างกฎหมายป้องกันการทารุณสัตว์ทั้งหมด 3 ฉบับ ของกรมปศุสัตว์หนึ่งร่างชื่อ พรบ ป้องกันการทารุณสัตว์และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ของ สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย)หนึ่งร่างอยู่ระหว่างพิจารณารวมกัน และของสมาคมป้องกันการทารุณกรรมสัตว์หนึ่งร่าง จึงน่าจะนำมาเข้าร่วมพิจารณาพร้อมกันเพื่อความถูกต้อง เพราะการล่ารายชื่อเสนอกฎหมายกำหนดให้ต้องกระทำตามแบบฟอร์มของรัฐสภา คือ มีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างน้อยห้าหมื่นชื่อ ทุกชต้องมีสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชนที่ตรงกันและยังไม่หมดอายุ เป็นผู้ที่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทุกครั้งไม่ขาด
สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย) จึงเห็นว่าจะง่ายกว่าหากทุกคนพร้อมใจกันส่งไปรษณียบัตรมา ระบุ “เราต้องการ พรบ สวัสดิภาพสัตว์และการป้องกันการทารุณสัตว์เดี๋ยวนี้” สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย) อาสาจะนำไปมอบให้ถึงมือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องรอครบห้าหมื่นชื่อ ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบสิทธิหรือเอกสาร ไม่จำเป็นต้องรอรัฐธรรมนูญซึ่งอาจไม่เปิดช่องให้มีกฎหมายสัตว์ด้วยซ้ำไป ท่านที่ต้องการทราบรายละเอียดหรือมีความคิดเห็นหรือข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่ สมาคมพิทักษ์สัตว์(ไทย) เลขที่ 45 ม.4 ถ. สุขาภิบาล 3 เขตและแขวงสะพานสูง กทม. 10240 หรือ อีเมล์ thaiaga@hotmail.com,thaiaga@gmail.com |
บริจาคสมทบทุนสมาคมได้ที่
กรุณาสั่งจ่าย สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) หรือโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ ที่
1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขา ถ.สุขาภิบาล 3 บึงกุ่ม
เลขที่บัญชี 056-0-18402-0
2. ธนาคารกสิกรไทย สาขา ถ.สุขาภิบาล 3 บึงกุ่ม
เลขที่บัญชี 735-2-29090-9
สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย)
45 ม. 4 ถนนรามคำแหง แขวง/เขต สะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 0-2373-2886, 02-728 1658 โทรสาร 0-2373-2886
thaiaga@hotmail.com
thaiaga@gmail.com