subglobal1 link | subglobal1 link | subglobal1 link | subglobal1 link | subglobal1 link | subglobal1 link | subglobal1 link
subglobal2 link | subglobal2 link | subglobal2 link | subglobal2 link | subglobal2 link | subglobal2 link | subglobal2 link
subglobal3 link | subglobal3 link | subglobal3 link | subglobal3 link | subglobal3 link | subglobal3 link | subglobal3 link
subglobal4 link | subglobal4 link | subglobal4 link | subglobal4 link | subglobal4 link | subglobal4 link | subglobal4 link
subglobal5 link | subglobal5 link | subglobal5 link | subglobal5 link | subglobal5 link | subglobal5 link | subglobal5 link
subglobal6 link | subglobal6 link | subglobal6 link | subglobal6 link | subglobal6 link | subglobal6 link | subglobal6 link
subglobal7 link | subglobal7 link | subglobal7 link | subglobal7 link | subglobal7 link | subglobal7 link | subglobal7 link
subglobal8 link | subglobal8 link | subglobal8 link | subglobal8 link | subglobal8 link | subglobal8 link | subglobal8 link
 

ประวัติความเป็นมา

การฆ่าชำแหละสุนัขและแมวเพื่อการค้าเนื้อและหนัง ในพื้นที่แถบตำบล บ้านท่าแร่ ถนนสายท่าแร่-ศรีสงคราม จังหวัดสกลนคร เป็นเรื่องที่มีมานานแล้วและเป็นที่ทราบกันทั่วไปในท้องถิ่น และแม้จะได้รับการร้องเรียนอยู่เสมอ แต่ไม่ได้รับความสนใจจนสื่อมวลชนต่างประเทศนำไปเปิดเผย

การฆ่าชำแหละสุนัขเพื่อการค้าในประเทศไทยกระทำกันมานานกว่า 15 ปี ส่วนแมวกระทำกันในฟิลิปิน เพิ่งริลองทำในไทยช่วงปี 2539 แต่ไม่เป็นที่นิยม ค่านิยมในการบริโภคเนื้อสุนัขเป็นของชาวไทยเชื้อสายญวน ซึ่งอพยพมาตั้งรกรากในสกลนครเมื่อ พ.ศ. 24 27 หรือประมาณ 100 กว่าปีก่อน ต่อมาได้มีผู้นำมาหาประโยชน์ทางการค้า โดยใช้เนื้อสุนัขทดแทนเนื้อโค- กระบือ ราคาเนื้อสุนัข ก. ก. ละ 30 – 40 บาท หากเป็นเนื้อพิเศษ เช่นน่อง จะประมาณ 50- 70 บาท

การค้าเนื้อสุนัขเคยแพร่มาถึงตลาดในกรุงเทพฯเมื่อประมาณ พ . ศ. 2528 และเมื่อปี 2532 มีรายงานว่าสุนัขบางส่วนได้มาจาก กทม. ต่อเมื่อมีการกวดขันของหน่วยราชการในช่วงนั้นจึงเบาบางลง แต่ก็ไม่ถึงกับเลิกรา ในระดับท้องถิ่นกลับมีการขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคอีสานอาทิ อุดรธานี หนองคาย และมุกดาหาร ถึงต้นปี 2541 มีรายงานว่ามีรถออกตระเวนรับแลกถังพลาสติกกับสุนัขตามชนบทต่างๆทั่วประเทศ ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายในภาคเหนือถึงสุราษฎรธานีในภาคใต้ และยังคงมีศูนย์รวมอยู่ที่ บ้านท่าแร่ จ. สกลนคร โดยทำเป็นกึ่งอุตสาหะกรรมพื้นบ้านซึ่งใช้ทั้ง เนื้อ หนัง เครื่องใน และกระดูก

ทุกต้นสัปดาห์จะมีผู้ค้าประมาณ 40 รายนำรถกระบะซึ่งดัดแปลงเป็นกรงตระเวนรับแลก เมื่อได้สุนัขประมาณ 50 ตัวก็จะกลับท่าแร่และนำไปขังรวมกันประมาณ 4-5 วัน ในคอกไม้ที่ปิดทึบเพื่อไม่ให้สะดุดตา จากนั้นจึงจะนำไปทำการฆ่าชำแหละในโรงงานซึ่งก่อสร้างแบบง่ายๆและห่างไกลฝูงชน วิธีการฆ่าใช้ไม้หรือท่อประปาฟาดหัว แล้วจึงแยกเนื้อหนังและกระดูกออกจากกัน หนังจะถูกนำไปคลุกเกลือกันเน่าเพื่อส่งออกยังลูกค้าใน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และเวียดนาม ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเครื่องหนัง อาทิ กลอง ถุงมือ กระเป๋า สายนาฬิกา และส่วนประกอบของเสื้อผ้า เป็นต้น ราคาหนังสุนัขผืนละประมาณ 40 – 120 บาทขึ้นอยู่กับขนาด

กระบวนการดังกล่าวได้ถูกนำไปทำเป็นบทความและสารคดีเผยแพร่ทั้งในยุโรปและอเมริกา พร้อมด้วยภาพถ่ายการฆ่าสุนัขในโรงงานอย่างละเอียด จนมีการร้องเรียนผ่านสถานทฑูตไทยในประเทศต่างๆอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกันยายน 2538

จวบเดือนกุมภาพันธ์ 2539 สื่อมวลชนต่างๆในประเทศได้เสนอข่าวการฆ่าแมวต่อสาธารณชน และมีหลายหน่วยงานออกมาแสดงความคิดเห็น แต่นายแก้ว ควรเมตตา ผู้ให้ข่าว กลับปฏิเสธว่าเพียงเคยรับจ้างฆ่าแมวและส่งหนังให้มารดาซึ่งมีอาชีพฆ่าสุนัข แต่ได้เลิกกระทำมานานแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2538 ซึ่งข้อ ปฏิเสธดังกล่าวไม่ตรงกับข้อมูลที่ได้รับ จึงได้มีการตรวจสอบและได้ข้อเท็จจริงว่า มีการนำแมวและสุนัขมาฆ่าด้วยวิธีการอันทารุณเพื่อประโยชน์ทางการค้าจริง โดยทำกับสุนัขมาอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยมากว่า 10 ปีแล้ว สำหรับแมวเพียงเป็นการทดลองตลาดเท่านั้น เช่น เนื้อทำเป็นข้าวต้ม เท้าทำเป็นพวงกุญแจ และหัวกะโหลกทำเป็นที่เขี่ยบุหรี่ เป็นต้น

การค้าแมวและสุนัขในลักษณะดังกล่าว ได้นำความเสื่อมเสียมาสู่ภาพพจน์ของประเทศอย่างมาก ทั้งยังกระทำด้วยวิธีการอันทารุณ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 381 ซึ่งระบุว่า “ ผู้ใดกระทำการทารุณสัตว์ หรือฆ่าสัตว์ โดยให้ได้รับความทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”


รถเตรียมถังไปเพื่อแลกสุนัข


จากถังเป็นสุนัข

กรงสำหรับขังสุนัข

..........

นี่หรืออาหาร.....

หนัง.....

 

การดำเนินการ

การค้าเนื้อและหนังสุนัขที่มีแหล่งใหญ่อยู่ในตำบลบ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร แม้จะกระทำกันมานานนับครึ่งศตวรรษ แต่ก็ไม่ใช่วิสัยของคนไทยหรือชาวพุทธ และไม่ใช่ทำด้วยความยากแค้นจำเป็นหรือค่านิยมในการบริโภคตามที่กล่าวอ้าง จำนวนสุนัขหลายร้อยต่อวันที่ถูกฆ่าชำแหละอย่างทารุณเป็นตัวเลขที่มากเกินกว่าขีดความสามารถในการบริโภคของคนทั้งจังหวัด และคนทั้งจังหวัดสกลนครก็ไม่ได้บริโภคเนื้อสุนัข แต่มีพวกที่ต้องการหลอกลวงสังคมใช้เรื่องการกินเนื้อสุนัขเป็นข้ออ้าง แท้จริงเนื้อสุนัขเป็นเพียงผลพลอยได้ที่ต้องพยายามขายออก เป้าหมายจริงอยู่ที่ การส่งออกหนังสุนัข ซึ่งเริ่มจากการส่งผืนหนังแช่แข็งหรือฟอกแล้วบางส่วนแล้วได้ขยายตัวเป็นการส่งออกสุนัขเป็นๆนับพันๆตัวข้ามชายแดนไทย- ลาว ในสภาพเบียดเสียดยัดเยียดยิ่งกว่าบรรทุกสุกรโดยไม่ใยดีต่อบาปกรรม มาตราฐานการขนส่งและการดูแลสัตว์ตลอดจนการฆ่าก็เข้าข่ายการทารุณสัตว์จนเห็นได้ชัด ไม่มีการให้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่มีการให้อาหาร และใช้วิธีทุบหัวเชือดคอทั้งเป็น ต. บ้านท่าแร่ จ. สกลนคร อันเป็นศูนย์กลางการค้าเนื้อและหนังสุนัข อยู่ติดกับอำเภอเมือง มีประชากรเพียง 400 หลังคาเรือนหรือประมาณ 8 พันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายญวน เมื่อเทียบกับประชากรทั้งจังหวัด 1.1 ล้านคนซึ่งไม่เห็นด้วยแต่พลอยต้องได้รับความอัปยศอดสูไปพร้อมกับคนไทยทั้งประเทศ ที่ถูกตราหน้าว่า “ กินหมา ค้าหมา

ผู้ใดที่ยังสำคัญว่าการต่อต้านการค้าเนื้อและหนังสุนัขเป็นเรื่องระหว่างคนรักสัตว์กับสิทธิในการบริโภคนับว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่งแท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภคให้ต้องเสี่ยงต่อสุขอนามัยโดยกลุ่มคนที่เห็นแก่ได้และฉวยโอกาสกอบโกยจากปัญหาของสังคม เป็นบ่อนทำลายศีลธรรมจรรยาของเยาวชนโดยไม่คำนึงถึงความอัปยศอดสู่ที่ได้นำมาสู่สังคมและคนไทยทั้งประเทศ

ในขณะที่หน่วยงานต่างๆได้ปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสุนัขจรจัดอย่างมีคุณธรรมมากขึ้น กลับยังมีคนกลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสกอบโกยรายได้จากสุนัขที่น่าสงสารโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมและภาพลักษณ์ของประเทศ จนนานาอารยประเทศมองว่าสังคมไทยตกต่ำถึงขนาดสนับสนุนให้ทำการค้าหาประโยชน์จากสุนัขโดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขจรจัด

หลังจากมีกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการ กำหนดควบคุมการค้าสัตว์และซากสัตว์ ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ. ศ. 2546 กองบังคับการตำรวจทางหลวงได้ให้การสนับสนุนโดยประกาศห้ามขนย้ายสุนัขนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไป ในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครได้ให้ความสำคัญโดยประกาศห้ามการค้าและการชำแหละเนื้อสุนัข แต่กลับถูกกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์กดดันอย่างหนัก ด้วยการออกมาประท้วงและร้องเรียนไปยังกระทรวงมหาดไทย ผู้ที่หนุนหลังมีทั้งอดีต ส. ส. เทศมนตรี อบต. ท่าแร่ และข้าราชการท้องถิ่น เป็นเหตุให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องยอมอ่อนข้อด้วยการยกเลิกประกาศดังกล่าว

ระหว่างที่หลายฝ่ายพยายามเร่งแก้ปัญหา การจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาตค้าสุนัขและแมวหรือซากสุนัขและแมว กลับไม่มีความคืบหน้า ด้วยฝ่ายกฎหมายกรมปศุสัตว์เห็นว่า การห้ามค้าเนื้อและหนังสุนัขอาจเป็นการละเมิดเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ในขณะที่เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า สิทธิเสรีภาพต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายซึ่งล้วนมีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่มากก็น้อยโดยคำนึงถึงความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เช่นเดียวกับข้อห้ามที่จำเป็นอื่นๆ อาทิ ห้ามจักรยานยนต์วิ่งบนทางด่วน ห้ามค้าประเวณีเพราะผิดศีลธรรม ห้ามบริโภคเนื้อปลาปักเป้าเพราะเป็นพิษ การห้ามนำเข้าสุนัขพิทบูลที่เข้าข่ายสัตว์ดุร้าย ห้ามเลี้ยงปลาพิรันยา นาคหญ้า และสัตว์อีกหลายชนิดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น การห้ามค้าเนื้อและหนังสุนัขเพื่อปกป้องศีลธรรมจรรยาของสังคมและป้องกันโรคระบาดจึงน่าจะกระทำได้และกฎกระทรวงก็ได้ให้อำนาจนี้แก่กรมปศุสัตว์อยู่แล้ว ล่าสุดได้นำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือกับสำนักงานกฤษฎีกาซึ่งทั้งกฤษฎีกาและสำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯต่างก็เห็นด้วยว่ากรมปศุสัตว์มีอำนาจอันชอบด้วยกฎหมายตามกฎกระทรวงอยู่แล้ว

การค้าเนื้อและหนังสุนัขไม่เพียงเป็นการกอบโกยผลประโยชน์บนชื่อเสียงของประเทศ ยังเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคและบ่อนทำลายเยาวชนด้วย เพราะการค้าเนื้อสุนัขมักทำในรูปเนื้อสวรรค์ตากแห้ง ลูกชิ้น หรือเนื้อสดที่ปะปนขายกับเนื้อโคกระบือในกรุงเทพฯและทั่วประเทศ ผู้ประกอบการท่าแร่ถึงกับประกาศว่าทุกวันนี้ผู้ที่บริโภคเนื้อสุนัขไม่ใช่คนสกลแต่เป็นคนกรุงเทพฯที่ไม่รู้ตัวนอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเยาวชนในภาคอีสานและภาคเหนือเริ่มนิยมบริโภคเนื้อสุนัขแกล้มเหล้า โดยลืมไปว่าแหล่งที่มาของสุนัขที่ค้ากันอยู่ไม่ได้มาจากการเพาะเลี้ยงที่สามารถควบคุมโรคหรือสุขอนามัยได้ดังเช่นโคกระบือเป็ดไก่และสุกร การอนุญาตให้ค้าซากสุนัขเท่ากับเปิดโอกาสให้ผู้ค้าทำการได้ง่ายขึ้น สามารถนำเนื้อหรือหนังสุนัขมาปะปนกับอาหารหรือสินค้าบริโภคได้สะดวกขึ้นไม่ต้องลักลอบอีกต่อไป และยังเป็นการเพิ่มความยุ่งยากให้แก่เจ้าหน้าที่ใที่ต้องคอยตรวจสอบอีกด้วย

ขณะที่การออกระเบียบเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมถูกจำกัดด้วยการตีความของกฎหมาย การค้าหนังสุนัขเพื่อประโยชน์ของพ่อค้าหมาท่าแร่ยังคงดำเนินต่อไปโดยอาศัยใบอนุญาตที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นออกให้ก่อนการบังคับใช้กฎกระทรวงเดือน เมษายน 2546 ทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนและเข้าใจผิดว่ามี “ ส่วยหมา” ซึ่งโดยแท้จริงใบอนุญาตดังกล่าวเป็นเพียงใบอนุญาตค้าเนื้อโคกระบือที่เพียงเขียนคำว่าสุนัขเพิ่มเข้าไว้ด้วยลายมือเท่านั้นและได้รับการยืนยันจากกรมปศุสัตว์ว่าจะใช้ได้เพียงสิ้นเดือนธันวาคม 2546 จากนั้นจะต้องใช้ใบอนุญาตตามระเบียบใหม่

สมาคมพิทักษ์สัตว์ ( ไทย) ได้ทำหนังสือไปยังหน่วยงานต่างภาครัฐรวมทั้งนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เร่งดำเนินการแก้ไขตามวัตถุประสงค์และคำสั่งในกฎกระทรวง โดยทางสมาคมฯได้รนรงค์ในภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง มีประชาชนส่งหนังสือมาสนับสนุนจำนวนมากและได้นำเสนอพร้อมให้กระทรวงเกษตรฯ กรมปศุสัตว์ รวมทั้งผู้ว่าฯสกลนครแล้ว นอกจากนี้ยังได้เสนอเอกสารแนะแนวความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผล

บริจาคสมทบทุนสมาคมได้ที่

กรุณาสั่งจ่าย   สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย) หรือโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ ที่
1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขา ถ.สุขาภิบาล 3 บึงกุ่ม 
     เลขที่บัญชี  056-0-18402-0
2. ธนาคารกสิกรไทย สาขา ถ.สุขาภิบาล 3 บึงกุ่ม 
     เลขที่บัญชี  735-2-29090-9

สมาคมพิทักษ์สัตว์ (ไทย)
45 ม. 4 ถนนรามคำแหง แขวง/เขต สะพานสูง กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 0-2373-2886, 02-728 1658   โทรสาร  0-2373-2886

thaiaga@hotmail.com